Archive for the ‘ข่าวออนไลน์’ Category

ปลัดเทศบาลซิ่งเก๋ง เสยรถบรรทุกอ้อย ดับคาพวงมาลัย

ปลัดเทศบาลตำบลดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม ซิ่งเก๋งแคมรี่หักหลบรถบรรทุกอ้อยไม่พ้น พุ่งเสยท้ายเสียชีวิตคาพวงมาลัย…

แผนที่

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 6 ก.พ.57 มีรายงานว่า ร.ต.ท.ภูรี เถียรประภากุล พงส.สภ.ท่าเรือ รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุมูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์ ประจำจังหวัดกาญจนบุรีว่า มีอุบัติเหตุรถยนต์เก๋งชนรถบรรทุกอ้อย มีผู้เสียชีวิต เหตุเกิดบนถนนสายท่าเรือ-พระแท่น ปากทางเข้าโรงงานน้ำตาลไทยอุตสาหกรรม พื้นที่หมู่ 9 ต.ตะคร้ำเอน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี หลังจากรับแจ้งเหตุ ร.ต.ท.ภูรี พร้อมแพทย์เวรจาก รพ.มะการักษ์ ออกเดินทางไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ พบรถบรรทุกอ้อย หมายเลขทะเบียน 80-4010 กาญจนบุรี จอดอยู่บนถนน และพบรถยนต์เก๋งโตโยต้า แคมรี่ สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน กฉ 9090 กาญจนบุรี จอดอยู่ในสภาพด้านหน้าชนใส่ท้ายรถบรรทุกอ้อยช่วงไฟท้ายด้านซ้าย กระแทกเข้าอย่างแรง จนทำให้นายภัทรวรรธน์ อิสรานิธินันท์ อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ 11 ต.พระแท่น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ซึ่งมีตำแหน่งเป็นปลัดเทศบาลตำบลดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม นั่งถูกอัดก๊อบปี้เสียชีวิตคาพวงมาลัย เจ้าหน้าที่มูลนิธิมิราเคิลฯ ต้องใช้เครื่องตัดถ่างงัดศพออกมาอย่างทุลักทุเล

สอบสวนทราบว่า รถบรรทุกอ้อยกำลังจะขับเข้าที่ลานจอดรถของโรงงานน้ำตาลไทยอุตสาหกรรม (รางกระต่าย) โดยจอดเปิดไฟเลี้ยวเพื่อเลี้ยวขวาและคาดว่านายภัทรวรรธน์ได้ขับรถตามมาเพื่อเดินทางไปพบภรรยาและลูกที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี แต่คงขับมาด้วยความเร็ว และเกิดเบรกกะทันหันจึงหักหลบ แต่หลบไม่พ้นจนทำให้หน้ารถด้านขวาพุ่งเข้าชนท้ายรถบรรทุกอ้อยเข้าทางซ้ายมือ แต่ไม่พ้นทำให้รถชนเข้ากับท้ายรถบรรทุกอ้อยอย่างแรง จนทำให้นายภัทรวรรธน์ เสียชีวิตคาที่เกิดเหตุ ส่วนคนขับรถบรรทุกทราบชื่อ นายชาญณรงค์ หลังเกิดเหตุได้หลบหนีไปอย่างลอยนวล

logo_small

เรื่องของเขาพระวิหาร ที่ถกเถียงกันมานาน

ปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงเล็กหรือดงรัก (ดองแร็กภาษาเขมรแปลว่าภูเขาไม้คา)  กั้นพรมแดนไทย-กัมพูชา  ตั้งอยู่บนยอดของภูผาที่สูงชัน  โดยที่ปราสาทหินตั้งอยู่ทางยอดเขาทางทิศใต้เป็นหน้าผาเขาตั้งดิ่งลงไปสู่แผ่นดินเขมรโดยที่ด้านที่ลาดจากยอดเขาสันปันน้ำลงไปสู่แผ่นดินไทย ตัวปราสาทหินตั้งอยู่ห่างจากสันปันน้ำลงมาทางเหนือ เมื่อฝนตกน้ำฝนไหลจากยอดเขาผ่านปราสาทตามลาดลงไปสู่แผ่นดินไทย เดิมตั้งอยู่ที่บ้านภูมิชร็อล  ระหว่างช่องโพย (ตะวันตก)  กับช่องทะลาย ต.บึงมะลู  อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ

เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2502 รัฐบาลกัมพูชาในขณะนั้นได้ยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกขอให้ศาลออกคำวินิจฉัยว่าให้ทางฝ่ายไทยถอนกำลังหรืออาวุธออกจากบริเวณเขาพระวิหาร และขอให้ศาลชี้ขาดว่าอธิปไตยเหนือเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา

ข้อเรียกร้องของกัมพูชาที่สำคัญที่ให้ศาลโลกวินิจฉัยคือประเด็นที่ว่ากัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนอันเป็นที่ตั้งของปราสาทพระวิหารการนำเสนอพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายโดยคร่าวๆนั้นมีดังนี้

ฝ่ายไทยเสนอว่า หากพิจารณาตามสนธิสัญญาที่สยามทำกับประเทศฝรั่งเศส (ขณะนั้นประเทศฝรั่งเศสปกครองกัมพูชา) เมื่อปี ค.ศ.1904 ซึ่งตามสนธิสัญญาจะใช้ “สันปันน้ำ” (watershed) ปราสาทพระวิหารจะอยู่ฝั่งไทยแต่หากพิจารณาตามแผนที่ปราสาทพระวิหารจะอยู่ฝั่งกัมพูชา

ปัญหาที่คนไทยส่วนมากยังไม่ค่อยเข้าใจหรือไม่รู้จักความหมายที่แท้จริงของคำว่า “สันปันน้ำ”
คำว่า “สันปันน้ำ” โดยทั่วไปหมายถึงเส้นแบ่งหรือสันเขา ยอดเขาหรือทางแคบๆ บนพื้นที่สูงที่เป็นแนวแบ่งเขตระหว่างบริเวณลุ่มน้ำ 2 แห่ง ซึงอยู่ติดกันหรือที่แบ่งน้ำผิวดินตามธรรมชาติให้ไหลไปในทิศทางตรงกันข้าม สันปันน้ำเป็นลักษณะภูมิประเทศที่นิยมนำมาใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ

โดยที่”สันปันน้ำ” ที่ระบุเอาไว้ในเอกสารท้ายข้อ 8 หน้า 10 ของฝ่ายไทยในตอนนั้นความว่า “สันปันน้ำคือ “แนวสันต่อเนื่องในภูมิประเทศ เมื่อฝนตกจะแบ่งน้ำเป็นสองส่วน ซึ่งอาจไม่ใช่สันเขาหรือขอบหน้าผาก็ได้” โดยปกติต้องใช้เครื่องมือทางเทคนิคในการพิสูจน์หาสันปันน้ำทั้งนี้ตรงบริเวณปราสาทพระวิหารจนถึงบัดนี้ยังไม่เคยมีการสำรวจหาสันปันน้ำในภูมิประเทศจริง”

นี่ข้อความที่เป็นปัญหาอย่างมากของทางฝ่ายไทยเพราะข้อความในคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยพันเอก แบร์นาร์ด กรรมการ สำรวจและปักปันเขตแดนผสมฝ่ายฝรั่งเศส ได้กล่าวบรรยายที่กรุงปารีสเกี่ยวกับงานปักปันเขตแดน 3 ครั้ง ในช่วงปี ค.ศ. 1905 ถึง ค.ศ. 1907 มีความตอนหนึ่งว่า

“แทบทุกหนทุกแห่งสันปันน้ำประกอบเป็นเส้นพรมแดนและจะมีปัญหาโต้เถียงกันได้ก็แต่เพียงเกี่ยวกับจุดปลายสุดของทั้งสองด้านเท่านั้น”

โดยนายพันโทแบร์นารด์ได้กล่าวถึงภูเขาดงรักว่าทางเหนือยอดภูเขาดงรักเป็นเส้นเขตแดนที่เห็นได้อย่างถนัดชัดแจ้ง” ในบันทึกรายงานของพันเอกมองกิเอร์ประธานกรรมการฝ่ายฝรั่งเศสในคณะกรรมการสำรวจและปักปันเขตแดนผสมสยามกับฝรั่งเศส ชุดที่ 2 ได้ยืนยันตามผลงานการสำรวจและปักปันเขตแดนของคณะกรรมการชุดที่1 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2505 ลำดับที่ 51 ความว่า  “เส้นเขตแดนเดินไปตามเส้นสันปันน้ำ ซึ่งอยู่ที่หน้าผาเห็นได้จากตีนภูเขาดงรัก” อย่างชัดเจน นอกจากคดีปราสาทพระวิหารแล้วผู้แทนฝรั่งเศสยังคัดค้านว่าไม่ควรคืนพระตะบองให้กับไทยโดยที่ผู้แทนฝรั่งเศสกล่าวว่า “ยอดภูเขาดงรักซึ่งขณะนี้เป็นเส้นเขตแดน ตลอดจนป่าไม้ซึ่งปกคลุมอยู่ตรงหน้าผาตะวันตกเฉียงใต้ เป็นเขตแดนตามธรรมชาติ (ซึ่ง มีอยู่แห่งเดียวเท่านั้น) ระหว่างอาณาเขตตะวันตกซึ่งพลเมืองส่วนมากเป็นคนไทยกับอาณาเขตตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้อันเป็นที่อยู่ของกัมพูชา”

นี่คือเหตุผลที่ทำไมทุกยุคทุกสมัย บริเวณตัวปราสาทพระวิหารจึงไม่เคยมีการสร้างหลักศิลา หรือสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ ก็เพราะทุกคนต่างเห็นด้วยตาว่าบริเวณนี้มีขอบหน้าผาเป็นสันปันน้ำซึ่งมองเห็นได้ด้วยตาเปล่ามองเห็นได้จากตีนภูเขาดงรักอย่างชัดเจน โดยที่ไม่จำเป็นต้องสร้างสัญลักษณ์อื่นใดขึ้นมาเป็นเส้นเขตแบ่งเขตแดนโดยไม่จำเป็นอีก

แต่การต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารภาค 2 กระทรวงการต่างประเทศในยุคนี้กลับระบุว่าสันปันน้ำอาจไม่ใช่หน้าผาและบริเวณปราสาทพระวิหารยังไม่เคยมีการสำรวจภูมิประเทศจริง!!!?

นี่คือสิ่งที่ทำให้เกิดคำถามที่น่าสงสัยว่าเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศชุดนี้อธิบายเผยแพร่ในทางสาธารณะที่แสดงความขัดแย้งและหลีกเลี่ยงประเด็นที่สำคัญแบบนี้พื่อะไร?

หรือต้องการแสดงว่าเราไม่เคยรู้ว่าเส้นเขตแดนไทยอยู่ที่ไหนทุกคนจะได้ไม่ต้องไปปกป้องอธิปไตยของชาติและให้ยอมรับอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศใช่หรือไม่?
ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการแสดงเจนาที่น่าสงสัยและเตลือบแคลงของกระทรวงการต่างประเทศเท่าที่เคยมีมาในการต่อสู้เพื่อทวงดินแดนของเราคืนหรือไม่?

สรุปเหตุผลที่แท้จริงที่ประเทศไทยอาจจะสูญเสียปราสาทพระวิหาร
การยอมรับความคลาดเคลื่อนของแผนที่อันเป็นผลมาจากการทำแผนที่ฝ่ายเดียวของเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส ซึ่งศาลโลกเห็นว่าหลังจากที่ทำสนธิสัญญาประเทศสยามอยู่ในฐานะที่จะคัดค้านความไม่ถูกต้องของ แผนที่ได้หลายครั้งแต่ก็มิได้คัดค้านจึงปิดปากประเทศสยามว่าต่อมาจะปฏิเสธความไม่ถูกต้องของแผนที่ไม่ได้

หากประเทศไทยจะเสียดินแดนอีกครั้งคงไม่ใช่เพราะนำข้อมูลการต่อสู้ทางกฎหมายคดีความเอาไปขายให้กับประเทศเพื่อนบ้านหรือเกิดจากความไม่รักชาติ ไม่สามัคคีอย่างที่คนไทยหลายคนเข้าใจกัน (ซึ่งรวมถึง พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ด้วย) แต่เกิดจากความไม่รอบคอบ ความประมาท และไม่รู้จักหน้าที่ของตนเองมากกว่า

“นายกฯปู”ไม่ขัดหาก กปปส จะมาม็อบหน้าบ้านพัก

“ยิ่งลักษณ์” ระบุ ไม่ขัดหากชุมนุมหน้าบ้านพัก ลงพื้นที่อิสานชื่นมื่น

นายกปู

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  กล่าวถึงกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมจะเคลื่อนขบวนไปยังบ้านพักของตนที่ซอยโยธิน พัฒนา3 ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ว่า  ผู้ชุมนุมมีสิทธิสามารถทำได้แต่ขอให้อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย พร้อมกันนี้  หวังว่าพรรคประชาธิปัตย์จะยึดกฎหมายรัฐธรรมนูญ และลงเลือกตั้งด้วย

โดยตลอดทั้งวันนี้  นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ในการตรวจสนามบิน สุรินทร์ภักดี  จากนั้นได้ขึ้นรถไฟ ไปยังจังศีรษะเกศ เพื่อพบปะประชาชน  และเดินทางต่อไปยังจังหวัดยโสธร โดยได้เยี่ยมชมการทำการเกษตรหอมแดง  ซึ่งเป็นของดีขึ้นในจังหวัด

ทั้งนี้ได้สิ้นสุดภารกิจและค้างคืนที่จ.ร้อยเอ็ด  เพื่อเตรียมประชุมร่วมผู้ว่าราชการจังหวัดผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เร้น  อย่างก็ไรก็ตาม ระหว่างการเดินทางโดยรถไฟวันนี้ ได้มีมวลชนกลุ่มต่อต้าน  มาเป่านกหวีดแสดงสัญลักษณ์ด้วย

MThai news

แจง หยุดออกอากาศ รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ธีรัตถ์ แจง รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน หยุดออกอากาศตั้งแต่พรุ่งนี้(14ธ.ค.) หลังนายกฯประกาศยุบสภา

นายกพบประชาชน

นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน จะหยุดการออกอากาศ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (14 ธ.ค.) และทุกสัปดาห์ เนื่องจากนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยุบสภาแล้ว ทำให้รายการดังกล่าวต้องหยุดการออกอากาศ

และรัฐบาลจะไม่มีการทำรายการอื่นเข้ามาทดแทน เพราะตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ระบุว่า ห้ามมีการใช้คลื่นความถี่ทำกิจกรรมที่เป็นการหวังผลทางการเมือง ซึ่งหากรายการดังกล่าวยังออกอากาศรัฐบาลอาจถูกโจมตีว่าใช้ความได้เปรียบในการหาเสียงเลือกตั้งได้

MThai news

ชาวพม่าคึกคัก แห่จับจองตั๋วชมพิธีเปิดซีเกมส์

ชาวพม่า คึกคัก พากันทยอยต่อคิวตีตั๋วเข้าชมพิธีเปิดการแข่งขันกันอย่างคับคั่ง ซึ่งกำหนดการจะเริ่มขึ้นในช่วงเย็นวันนี้ เวลา 17.30 น.

พม่า

การ แข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่ประเทศเมียนมาร์ โดยวันนี้ ในช่วงเวลา 17.30 น. เจ้าภาพเลือกฤกษ์งามยามดี 11 ธ.ค. 2013 (11/12/13) เป็นวันเปิดการแข่งขันแบบเป็นทางการ ซึ่งงวดนี้ใช้ทีมงานจากจีน ชุดเดียวกับที่ทำพิธีเปิดโอลิมปิก 2008 ได้มาเนรมิตรความอลังการ

ล่า สุด ช่วงบ่าย ณ บริเวณรอบสนาม วันนา ธีคกี สเตเดียม กรุงเนปิดอว์ ซึ่งใช้เป็นสังเวียนเปิดได้มีประชาชนชาวพม่าจากทั่วทุกสารทิศ ต่อคิวที่ทางเข้ากันอย่างล้นหลาม เพื่อทำไอดีเข้าชมพิธีเปิด ซึ่งคาดว่าน่าจะเข้าชมกันเต็มความจุ หากรวมกับแขกและสื่อจากชาติต่างๆ แล้ว

สำหรับ สนามวันนา ธีคกี สเตเดียม สามารถรองรับผู้ชมได้สูงสุดถึง 3 หมื่นคน ซึ่งนอกจากใช้เป็นสังเวียนเปิดการแข่งขัน ยังใช้จัด กรีฑา, ฟุตซอล และฟุตบอล ได้ด้วย